น้ำกระด้าง กล่าวโดยง่าย ก็คือ น้ำที่จะทำให้สบู่เกิดฟองได้ยากและใช้เวลานาน และถ้าน้ำกระด้างนี้ได้รับความร้อน เช่นนำไปใช้กับหม้อไอน้ำ (boiler) ก็จะทำให้ตะกรันในระบบขึ้น ซึ่งตะกรันนี้ จะไปเกาะตามท่อ หรือพื้นผิวที่ใช้ถ่ายเทความร้อน ทำให้เกิดการอุดตัน รวมถึงประสิทธิภาพการถ่ายเทความร้อนลดลง และท่อก็จะมีความร้อนสะสมสูงขึ้น
ความกระด้างของน้ำจะมากหรือน้อยขึ้นกับ ปริมาณเกลือแคลเซียมและแมกนีเซียมที่ถูกละลายและเจือปนอยู่ในน้ำดังกล่าว ค่าที่จะวัดความกระด้างของน้ำโดยส่วนใหญ่จะยอมรับกันในหน่วย ppm หรือ หนึ่งส่วนในล้านส่วน ในที่นี้คือ ปริมาณส่วนของเกลือแคลเซียมในล้านส่วนของน้ำ
ดังนั้น เราควรวัดความกระด้างของน้ำ (Hardness) เพื่อช่วยตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพของน้ำก่อนนำไปใช้งาน
การแบ่งเกณฑ์ของน้ำกระด้าง เป็นดังนี้
- ความกระด้าง 0 ถึง 75 mg/L เรียกว่า น้ำอ่อน
- ความกระด้าง 75 ถึง 150 mg/L เรียกว่า น้ำกระด้างปานกลาง
- ความกระด้าง 150 ถึง 300 mg/L เรียกว่า น้ำกระด้าง
- ความกระด้าง 300 mg/L ขึ้นไป เรียกว่า น้ำกระด้างมาก
ดังนั้น น้ำที่นำมาใช้งานทั่วไป ควรมีค่าความกระด้างไม่เกิน 200 mg/L , น้ำดื่มบรรจุขวด ตามมาตรฐาน ต้องไม่เกิน 100 mg/L และน้ำที่ใช้สำหรับหม้อไอน้ำ ควรมีค่าไม่เกิน 10 mg/L
โดยเรามีเครื่องวัดความกระด้าง(Hardness meter) โดยใช้หลักการ EDTA Method ใช้งานง่าย พกพาสะดวก เหมาะสำหรับการวิเคราะห์คุณภาพน้ำทั้งน้ำดี น้ำเสีย ดูสินค้าได้ที่รายการด้านล่างเลยครับ
หน่วย (Unit) :
- 1 ppm (parts per million) = 1 mg/L (milligram per liter)
- 1 ppm (mg/L) = 0.1 °f (French) = 0.05556 °D (German) = 0.07 °E (English)